Showing posts with label ดวงวิญญาณและพระเจ้า. Show all posts
Showing posts with label ดวงวิญญาณและพระเจ้า. Show all posts

Tuesday, April 30, 2013

ความสัมพันธ์กับพระเจ้า



ความสัมพันธ์กับพระเจ้า
พระเจ้า พ่อชีว่าเป็นมหาสมุทรของความรู้ ความสงบ ความรัก ความปิติ ความบริสุทธิ์ และพลังอำนาจ ท่านไม่ได้ลงมาในวงจรของการเกิดและการตาย ท่านเป็นผู้หลุดพ้นตลอดกาล บริสุทธิ์ตลอดกาล เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจทั้งหมด ท่านได้ให้คุณสมบัติของตัวท่านเองคือ ความสงบ ความปิติ ฯลฯ กับดวงวิญญาณผู้ซึ่งมีโยคะกับท่าน
ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ที่มีกับท่านจะเป็นไปได้ทุกรูปแบบ พระเจ้า ชีว่าก็มีความสัมพันธ์พื้นฐานสามประการกับทุก ๆ ดวงวิญญาณ ท่านเป็นพ่อสูงสุด ครูสูงสุด และเป็นผู้นำทางดวงวิญญาณสูงสุด (สัตกูรู) ในความสัมพันธ์ทางโลกนั้นเห็นได้ชัดเจนว่า พ่อ ครู และผู้ชี้นำทางดวงวิญญาณของมนุษย์เป็นผู้ที่ถูกยกย่องว่าเป็นผู้ให้คุณประโยชน์ต่อเขา ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงประโยชน์ที่มีขีดจำกัด พระเจ้าชีว่าได้รับการยกย่องว่าเป็นพ่อสูงสุดของทุกคน ท่านก็ยังมีอีก 2 บทบาทคือ ครู และ ผู้นำทางดวงวิญญาณ ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่มวลมนุษย์

พระเจ้าในฐานะเป็นพ่อสูงสุด
                ในฐานะที่เป็นพ่อ พระเจ้าชีว่า ให้กำเนิดทางดวงวิญญาณแก่มวลมนุษย์ทั้งหมด กล่าวคือท่านปลุกพวกเขาขึ้นมาจากไม่มีความรู้เรื่องดวงวิญญาณ และให้มรดกที่สูงส่งของท่านกับพวกเขา ลูกชายได้รับมรดกซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของพ่อเขา เมื่อดวงวิญญาณมีการเกิดทางดวงวิญญาณและกลายเป็นลูกของพระเจ้า ดวงวิญญาณก็จะได้รับมรดกซึ่งเป็นคุณลักษณะของพระเจ้าในรูปของ ความบริสุทธิ์ ความสงบและความปิติโดยอัตโนมัติ ซึ่งนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง สุขภาพดีและความสุขที่แท้จริง ซึ่งคงอยู่อย่างยาวนาน มรดกที่ไม่สามารถทำลายได้นี้เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ดวงวิญญาณมนุษย์ฺทุกดวงสามารถจะได้รับจากพระเจ้าในฐานะที่ท่านเป็นพ่อ
                ความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกนำไปสู่การสรุปว่า ทุกดวงวิญญาณเป็นลูก ๆ ของพ่อที่อยู่เหนือความรู้และความเข้าใจด้วยสติปัญญาของมนุษย์เหมือนกันและเป็นพี่น้องกัน ดวงวิญญาณเป็นจุดแห่งแสงซึ่งปราศจากร่าง ไม่ใช่เพศหญิงหรือเพศชาย ดังนั้น ท่ามกลางความสัมพันธ์อย่างชาวโลก แม้จะเป็นพี่ชายน้องสาว สามี ภรรยา พ่อและลูกชาย ลุงและลูกพี่ลูกน้อง ฯลฯ ก็เป็นลูก ๆ ของพ่อสูงสุดเช่นเดียวกันเป็นพี่น้องกัน เมื่อมองกันและกันว่าเป็นดวงวิญญาณ ความสัมพันธ์ทางร่างมีมากมายหลายอย่าง แต่ความสัมพันธ์ทางดวงวิญญาณมีอย่างเดียว และนั่นก็คือความเป็นพี่น้องสากล บทสรุปอีกอัีนหนึ่งก็คือทุกคนมีพ่อสองคน พ่อคนแรกคือพ่อทางกายซึ่งให้กำเนิดทางร่างกาย อีกหนึ่งคือพ่อทางดวงวิญญาณ ผู้ซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือ ดวงวิญญาณสูงสุด ชีว่า 

พระเจ้าในฐานะที่เป็นครูสูงสุด
                ในฐานะที่เป็นครูสูงสุด พระเจ้าชีว่าเป็นมหาสมุทรของความรู้ได้ลงมาสู่โลกในเวลาที่มีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นจนถึงจุดสูงสุด เพื่อที่จะมาแก้ไขสติปัญญาของมนุษย์ให้กลับไปสู่ความประเสริฐ และทำให้เขาสามารถแยกแยะระหว่างสิ่งถูกและผิด ดีและเลว ความจริงและความหลอกลวง ท่านเปิดเผยความรู้อย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับตัวท่านและสิ่งสร้างของท่าน รวมทั้งสอนหลักการและวิธีปฏิบัติของราชโยคะ
                ในฐานะที่เป็นผู้ชี้นำทางสูงสุด (Satguru) พระเจ้าทำให้ดวงวิญญาณทั้งหมดหลุดพ้นจากกิเลสและพาพวกเขากลับไปยังบ้านดั้งเดิมที่มีแต่ความสงบ ความอ่อนหวานและเงียบ นั่นคือโลกวิญญาณ หรือพารามธรรม ไม่มีดวงวิญญาณใดสามารถกลับบ้านโดยไม่ผ่านการชำระให้บริสุทธ์ ผู้นำทาง ทางดวงวิญญาณสูงสุดชำระดวงวิญญาณให้บริสุทธิ์จากบาปของพวกเขาโดยผ่าน ราชโยคะ
                ผู้คนโดยทั่วไปไม่เข้าใจนัยสำคัญที่ถูกต้องในความสัมพันธ์ทั้งสามของการเป็นพ่อ พร้อมทั้งเป็นครู และผู้นำทางของดวงวิญญาณของดวงวิญญาณสูงสุด ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงตัดสิทธิ์ตัวเขาเองจากมรดกของเขา ซึ่งมันควรจะเป็นของเขา เมื่อเขาสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรักกับดวงวิญญาณสูงสุดในทางปฏิบัติในชีวิตจริงของพวกเขา

พระเจ้าในฐานะเป็นผู้ชี้ขาดสูงสุด
                เวลาไม่ได้เพียงแต่ถูกกำหนดไว้แล้วแต่ก็มีเวลาที่จำกัดสำหรับพระเจ้าที่จะสะสางงานของท่านในฐานะพ่อสูงสุด ครู และผู้ชี้นำทางแก่ดวงวิญญาณด้วยเช่นกัน เมื่อบทบาทนั้นของท่านจบลง พระเจ้าก็จะรับบทบาทของธรรมราช(Dharamaraj) นั่นคือผู้ตัดสินชี้ขาดสูงสุด เมื่อพระเจ้าผู้เป็นพ่อเปิดเผยวิธีการที่ง่ายต่อการพัฒนาตัวเราเอง ท่านให้พลังอำนาจทั้งหมดเพื่อชำระบาปของเรา และเราก็ยังเพิกเฉยต่อเสียงเรียกของท่านและไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย ดวงวิญญาณของเราจะต้องถูกชำระล้างโดยการถูกลงโทษในฐานะที่เป็นกฎแห่งกรรม นี่คือบรรทัดฐานที่ละครโลกหมุนไปไม่จบสิ้น ทุกๆการกระทำที่กระทำไปโดยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกิเลสทั้งห้าจะต้องถูกลงโทษ ณ เวลาของการตัดสิน พระเจ้าผู้เป็นพ่อจะไม่เข้ามาแทรกแซงเพื่อปกป้องดวงวิญญา๊ณทั้งหลาย แต่จะอยู่อย่างละวางและรักษาความเป็นกลางในฐานะผู้ชี้ขาดสูงสุด


จากหนังสือ "ราชโยคะ ศาสตร์เพื่อการรู้แจ้ง"
BK.เรืออากาศเอกทรงยศ เปี่ยมใจ

Monday, April 29, 2013

ดวงวิญญาณสูงสุดแตกต่างจากดวงวิญญาณมนุษย์



ดวงวิญญาณสูงสุด แตกต่างจากดวงวิญญาณมนุษย์         
    ถ้ามนุษย์ทั้งหมดคือการปรากฎตัวที่แตกต่างกันในหลายรูปแบบของพระเจ้า แล้วพระเจ้าจะอยู่เหนือการเกิด การตาย ความพอใจและความทุกข์ทรมานได้อย่างไร แล้วใครจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงและช่วยโลกในเวลาที่โลกมีกิเลสและไม่เป็นธรรมอย่างสูงสุดพระเ้จ้าจะเล่นบทบาทของผู้ให้คุณประโยชน์ต่อโลปและผู้ปลดปล่อยได้อย่างไร

                 ผู้คนมากมายเชื่อว่าผู้นำศาสนาของศาสนาต่างๆ เป็นผู้นำสารของพระเจ้า ถ้าพระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง พวกเขาจะนำสารเหล่านั้นมาจากไหนและนำมาจากใคร? ในการสวดอ้อนวอนของผู้บูชาที่ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าว่าเป็นผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด เพื่อขอให้ได้สติปัญญา ความสงบ ความสุข และความสบายที่สูงส่งจากท่าน ถ้าพระเจ้านั้นอยู่ทุกหนทุกแห่งในรูปต่าง ๆ แล้วทำไมผู้คนจึงต้องเจ็บป่วย หรือทำไมเขาจะต้องสวดอ้อนวอนเพื่อให้พระเจ้าปลดปล่อยพวกเขาจากความเจ็บปวดและทรมานหรือร้องขอบุญจากท่าน

                 นี่แสดงว่าการคงอยู่ของท่านไม่แตกต่างจากดวงวิญญาณทั่วไป แต่เป็นเพราะความสับสนที่เกิดขึ้นโดยความคิดที่ผิด ๆ ว่าพระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่งนั่นเองที่ ซานยาสซี (ฤาษี หรือ สมณะ) จำนวนมากแม้แต่ "จักกัดกูรู" (Jagadgurus) ก็มีความขัดแย้งในตนเองโดยที่ตนเองก็บูชากราบไหว้ "ชีว่า ลิงก้า" (หินซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าชีว่า) และขณะเดียวกันก็ท่องมนต์ "ชีโวฮัม" (แปลว่า ฉันคือพระเจ้า)

                 ถ้าตัวเขาเองเป็นปรากฏการณ์ของพระเจ้า แล้วเขาจะปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร? ความรู้ที่ถูกต้องจะสามารถทำให้คนเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตามที่มันเป็นจริง เพื่อที่ว่าเขาจะสามารถแยกแยะระหว่างความถูกและผิด ความดีและความเลว ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าพระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทำให้เขาเห็นว่าไม่มีความแตกต่างกันระหว่างความสูงส่้งกับความชั่วร้าย ความโง่กับความฉลาด และแม้แต่ดวงวิญญาณกับสสารที่ไม่มีความรู้สึกก็ไม่มีความแตกต่างกัน ความคิดที่ว่าพระเจ้าอยู่อยู่ทุกหนทุกแห่งนี้ช่างไร้เหตุผลเสียนี่กระไร 

ความคิดที่ว่าพระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่งเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นไม่มีใช่ความจริง
                  ผู้รู้และนักปราชญ์ในสมัยโบราณ หลังจากทำการค้นคว้าอย่างมากมายเกี่ยวกับพระเจ้าที่แท้จริง ได้มีบทสรุปว่า มนุษย์ไม่สามารถรู้ความจริงเกี่ยวพระเจ้าด้วยความเพียรพยายามของตัวมนุษย์เองซึ่งหมายความว่าพระเจ้าเพียงเท่านั้นที่สามารถเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับตัวท่านเองให้มนุษย์รู้ ดังนั้นในการวิเคราะห์ครั้งสุดท้ายและเป็นที่สุดพวกเขาพูดว่า "เนติ เนติ" ("Neti Neti" แปลว่า ไม่ใช่สิ่งนี้ ไม่ใช่สิ่งนี้) แล้วจะตัดสินว่าท่านอยู่ทุกหนทุกแห่งได้อย่างไร

                 ความคิดว่าพระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่งก็ถูกพัฒนาเรื่อย ๆ มา ความคิดที่ผิดนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นผลจากการจินตนาการที่เพ้อฝันของมนุษย์ล้วน ๆ ซึ่งได้มีการพิสูจน์ว่ามันเกิดโทษอย่างสูงสุดต่อมนุษยชาติเมื่อมีความเชื่อว่าพระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่งว่าเป็นเรื่องจริง ก็มีผลต่อผู้ที่เชื่อ ว่าท่านอยู่ทุกหนทุกแห่ง ดังนั้น พวกเขาก็ทำความเพียรพยายามในรูปแบบต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นหาและเข้าถึงท่าน บัดนี้ พระเจ้า พ่้อชีว่า ประกาศว่า"พ่อไม่ได้อยู่ทุกหนทุกแห่ง" สิ่งซึ่งพระเจ้าชีว่าประกาศนี้จะเห็นชัดเจนในบทต่อไป คำตอบข้อคิดที่ว่าพระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่งมีดังตัวอย่างต่อไปนี้

ไม่ีมีควา่มเกี่ยวข้องระหว่างการหยั่งรู้และการอยู่ทุกหนทุกแห่ง
                  ข้อเสนอ: สิ่งที่มีรูปจำักัดก็มีขอบเขตจำักัด มีเพียงสิ่งที่ไม่มีขีดจำกัดสามารถรับรู้ที่ไม่มีขีดจำกัด เมื่อพระเจ้ารู้ทุกสิ่งท่านก็ไม่มีขีดจำกัด เป็นผู้หยั่งรู้และอยู่ในทุกหนทุกแห่ง 
                  คำตอบ: ขนาดของคนไม่ได้เป็นตัวกำหนดปริมาณความรู้ที่เขามีอยู่ ดวงวิญญาณสองดวงมีระดับของความรู้แตกต่างกัน แต่ขนาดของดวงวิญญาณทั้งสองเท่ากัน แม้แต่ดวงวิญญา๊๊ณมนุษย์ดวงหนึ่งที่ถูกเรียกว่า มหาอาตมา หรือ มหาตมะ (ดวงวิญญาณที่ยิ่งใหญ่) เกิดจากการกระทำที่สูงส่ง ไม่ใช่เพราะว่าขนาดที่ใหญ่กว่าดวงวิญญาณอื่น เช่นกัน พระเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด (Param) เพราะว่าการกระทำที่สูงส่งของท่าน(การกระทำสามอย่างของพระเจ้า การสร้าง การบำรุุงรักษา และการทำลายล้าง)  ไม่ใช่เพราะการอยู่ทุกหนทุกแห่งของท่าน ถ้าพระเจ้าถูกจินตนาการว่าอยู่ทุกหนทุกแห่ง ท่านนั้นก็จะต้องไม่มีการกระทำใด ๆ เพราะว่าไม่มีพื้นที่ว่างให้สิ่งที่อยู่ทุกหนทุกแห่งได้กระทำการใด ๆ ได้เช่นกัน หรือจะเอาความหมายอื่นที่สุดโด่งว่าท่านอยู่ทุกหนทุกแห่งจะหมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดในโลกนั้นทำโดยพระเจ้าซึ่งได้อธิบายไว้แล้วว่าไม่สามารถเป็นจริงได้ เพราะว่าพระเจ้าไม่เคยทำสิ่งใดที่ผิด อีกอย่างหนึ่งผู้ที่รู้ว่าอะไรอยู่ในห้องก็ไม่จำเป็นต้องตัวใหญ่เท่าห้อง และไม่จำเป็นต้องอยู่ทุกหนทุกแห่งในห้องนั้น

                   ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความเกี่ยวข้องระหว่างการหยั่งรู้และการอยู่ทุกหนทุกแห่ง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ดวงวิญญาณใดก็ตามที่รู้สิ่งใดก็ตามจะต้องเข้าไปอยู่ทุกที่ที่มีความรู้นั้น ผู้ที่มีความรู้มากก็จะต้องเข้าไปอยู่ในทุกหนแห่งมากกว่าผู้ที่มีความรู้น้อย แต่สิ่งนี้ไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน ดวงวิญญาณก็ไม่ได้แทรกซึมไปในทุกหนทุกแห่งในร่างกายของตนเอง แต่อาศัยอยู่ระหว่างคิ้ว พ่อรู้จักลูก ๆ ของเขา และผู้กำำกับละครก็รู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับบทบาทของตัวละครโดยไม่ต้องเข้าไปแทรกซึมอยู่กับพวกเขา

                  ดังนั้น พระเจ้า ชีว่า ก็รู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับพวกเราลูก ๆ ในละครโลก ท่านรู้ทุกสิ่งในฐานะที่ท่านเป็นผู้รู้ทุกสิ่ง ด้วยการเข้าไปอยู่ในคนใดคนหนึ่ง สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะรู้แต่เพียงปัจจุบันเท่านั้น แต่จะไม่รู้อดีตและอนาคต พระเจ้าไม่เพียงแต่จะรู้ปัจจุบัน แต่ท่านรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับอดีตและอนาคตด้วย เพราะเหตุนั้นท่านจึงถูกเรียกว่า "ผู้ล่วงรู้กาลเวลาทั้งสาม" (Trikadashi) ท่านรู้ทุกสิ่ง ไม่ใช่เพราะท่านอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่เพราะการรู้แจ้งในฐานะของผู้กำกับสูงสุดของละครโลก 

                 ข้อเสนอ: ถ้าะพระเจ้าไม่อยู่ภายในมนุษย์ทั้งหมด ท่านก็จะไม่รู้ความคิดที่ดีและที่เลวของดวงวิญญา๊ณ และก็จะไม่สามารถลงโทษพวกเขาที่่ทำไม่ดีได้
                 คำตอบ: ก่อนอื่นมันไม่ถูกต้องที่จะพูดว่าพระเจ้าจะลงโทษผู้ที่ทำไม่ดีด้วยตัวท่านเอง ในความเป็นจริงมนุษย์ได้รับรางวัลจากการกระทำความดี และได้รับการลงโทษสำหรับการกระทำที่เลว โดยขบวนการที่เป็นอัตโนมัติของ กฎแห่งกรรม (การกระทำ) สิ่งนี้จะมีการกล่าวถึงอย่างชัดเจนในบทที่ตามมา พระเจ้าให้ความรู้เรื่องกฎเหล่านั้นกับดวงวิญญาณมนุษย์
                ประการที่สอง ในการที่จะศึกษาความรู้เกี่ยวกับบางสิ่ง ไม่จำเป็นที่จะต้องไปอยู่ในสิ่งนั้น ความคิดสามารถที่จะหยั่งรู้ได้โดยการส่งความคิด ผู้ที่สามารถรู้แจ้งไม่เคยที่จะเข้าไปอยู่ภายในวัตถุที่เขาเรียนรู้ เหตุการณ์ที่อยู่ห่างไกลก็สามารถที่จะส่งลงมาบนโลก ยาวอวกาศก็ถูกควบคุมและชี้เส้นทางจากพื้นดิน แล้วทำไมพระเจ้าจึงจะต้องอยู่ทุกหนทุกแห่งเพื่อจะแสดงพลังและอำนาจของท่าน พระเจ้าเป็นผู้สร้างและเป็นผู้กำกับของละครโลกนี้ ดังนั้นท่านเป็นผู้ที่รอบรู้ ท่านรู้ทุกสิ่งเป็นการล่วงหน้า

                ข้อเสนอ: บางครั้งเราเรียนรู้จากพลังการหยั่งรู้ในบางเรื่องแล้วพลังในการหยั่งรู้ภายในไม่ใช่เสียงของพระเจ้าหรือ?
                คำตอบ: ถ้าพลังการหยั่งรู้้ภายในเป็นเสียงของพระเจ้า ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่ในร่างกาย ถ้าเป็นดังนั้นใครเป็นผู้่คิดที่จะทำตามหนทงที่ผิดเล่า อีกประการหนึ่ง เมื่อพระเจ้าเป็นผู้ที่มีอำนาจโดยไม่มีประมาณ จะเป็นไปได้อย่างไรที่แม้แต่เสียงของท่านก็ถูกมองข้ามและมนุษย์ก็ยังแสดงการกระทำที่ผิดอีก ถ้าพระเจ้าอยู่ในร่างกายทำไมร่างกายจึงไ่ม่มีชีวิตเมื่อดวงวิญญาณจากไป ความจริงนั้นคือ ณ เวลาปัจจุบันของยุคเหล็ก ดวงวิญญาณมีทั้งแนวโน้มที่ดีและเลว นั้นคือ สันสการ์ อย่างเช่นความคิดที่ไม่ดีก็จะมีความรู้สึกที่ไม่ดีเกิดขึ้นตามมา ถ้ามีความคิดดีก็จะมีความรู้สึกที่ดี ความคิดที่ดีที่เข้าใจผิดกันว่าเป็นเสียงของพระเจ้า แท้จริงคือการปรากฎของสันสการ์ที่ดีบางอย่างของดวงวิญญาณที่เกิดขึ้นทันทีทันใด

               พระเจ้าไม่ได้อยู่ในความคิดของมนุษย์ ในสัตว์หรือในสิ่งของ
               ข้อเสนอ: บางคนพูดว่าพระเจ้าอยู่ในหัวใจของมนุษย์ทุกคน
               คำตอบ: พระเจ้ามีเพียงหนึ่ง ขณะที่หัวใจของมนุษย์จะมีมากมายเท่ากับจำนวนมนุษย์ในโลกที่พระเจ้าจะต้องมีสัมพันธ์ด้วย ในเวลาเดียวกัน ความแตกต่างระหว่างหัวใจและจิตเช่นที่ได้อธิบายมาแล้วในหัวข้อ "จิตใจ"  ควรจะจำไว้ว่าจิตใจเป็นขบวนการความคิดของดวงวิญญาณ และด้วยเหตุนี้เป็นจิตใจนั่นเองที่คิดถึงพระเจ้า การคิดถึงนั้นจะต้องสองสิ่งซึ่้งแยกกันเกิดขึ้นมาก่อน
               (1)ผู้คิดถึง (ดวงวิญญาณ)
               (2)ผู้ที่ถูกคิดถึง (พระเจ้า)
               ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงไม่ได้อยู่ในความคิดของมนุษย์ แต่เป็นความคิดถึงที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์

               ข้อเสนอ: มีการพูดว่าพระเจ้าอยู่ในสัตว์ทั้งมวล อยู่แม้แต่ในทุก ๆ อะตอมของสสาร
               คำตอบ: การที่คิดว่าพระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง ท่านแทรกซึมอยู่ในสัตว์ทุก ๆ เผ่าพันธ์ รวมทั้งสุนัข หมู ลา งู แมลงป่อง จิ้งจก ฯลฯ มันอาจจะขยายไปในขอบเขตที่มากกว่านี้ ที่ว่าท่านอยู่ในหิน กองขยะ ในความสกปรกและกากของเสีย แม้แต่มนุษย์เองก็หวาดกลัวเมื่อคิดว่าจะต้องกลับมาเกิดใหม่ในร่างของงูและจิ้งจก
               ทำนองเดียวกัน ถ้าพ่อทางร่างกายของมนุษย์คนใดถูกเรียกว่า หมา หมู หรือไอ้ลาโง่ เขาจะรู้สึกว่าถูกสบประมาท มันไม่ใช่ความโง่ที่สุดของมนุษย์หรือที่จะสบประมาทพ่อสูงสุดในรูปแบบนี้ สำหรับดวงวิญญา๊ณมนุษย์ก็ไม่เคยมีการพูดว่า ดวงวิญญาณนั้นอยู่ในก้อนหินและขยะ แล้วความคิดที่มีต่อพระเจ้าเช่นนี้จะเป็นจริงได้อย่างไร พระเจ้านั้นต่ำถึงขนาดที่จะอยู่ในกากขยะที่ไร้ค่าที่สุดที่จะต้องนำไปทิ้งเพียงอย่างเดียวเชียวหรือ

               ข้อเสนอ: คัมภีร์มาหมายพูดว่าพระเจ้านั้นอยู่ทุกหนทุกแห่ง
               คำตอบ: คัมภีร์ต่าง ๆ นั้นน้อยมากที่จะเป็นเอกฉันท์ในประเด็นของความรู้บางอย่างเกี่ยวกับผู้สร้างของท่าน แม้แต่คัมภีร์ของศาสนา้เดียวกันก็ขัดแย้งในตัวเองอยู่บ่อย ๆ ดวงวิญญาณมนุษย์มากมายได้รับนิมิตของพระเจ้า พ่อชีว่า เป็นจุดแห่งแสงในโลกวิญญาณ(พารามธรรม) นี่เองที่ทำไมผู้บูชาร้องขอมองขึ้นไปเบื้องบนเมื่อสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้า พวกเขาได้พูดว่าพระเจ้าได้ลงมายังโลกนี้เพื่อช่วยชีวิตมวลมนุษย์ และมาปลดปล่อยมนุษย์จากบ่วงพันธะั และพาดวงวิญญาณกลับไปยังที่อยู่ดั้งเดิม
               มีคำถามเกิดขึ้นมาว่า เมื่อมนุษย์มีความปรารถนาที่จะได้รับการปลดปล่อยจากบ่วงพันธะทางโลก ทำไมพระเจ้า พ่อชีว่า จะต้องเข้ามาพัวพันกับพวกมนุษย์ด้วยการกลายเป็นผู้อยู่ทุกหนทุกแห่งเล่า
               มีเพียงผู้ซึ่งตัวเองเป็นอิสระเท่านั้นที่จะช่วยให้ผู้อื่นเป็นอิสระได้ พระเจ้า พ่อชีว่า ปลดปล่อยเราได้เพราะว่า ท่านเป็นผู้ที่มีอิสระเป็นนิรันดร์ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงถูกเรียกว่า "ซาดา-ชีว่า" (Sada-Shiva - ชีว่าผู้เป็นอมตะ) และเป็นผู้ปลดปล่อยผู้คนจากอำนาจชั่วร้าย ทำให้มวลมนุษย์ชาติหลุดพ้นจากภัย


จาก หนังสือ "ราชโยคะ ศาสตร์เพื่อการรู้แจ้ง"
BK. เรืออากาศเอกทรงยศ เปี่ยมใจ


Sunday, April 28, 2013

ความคิดที่เป็นสากลของพระเจ้า

                 


ความคิดที่เป็นสากลของพระเจ้า
 ผู้คนในโลกทั้งหมดพูดว่าพระเจ้าเป็นแสงหรือจโยติ(JYOTI) ในอินเดียที่วัดของ ชีว่า ที่พบเห็นทั่วไปทั้งประเทศ(ดูภาพประกอบ A:พ่อสูงสุดของดวงวิญญาณทั้งหมด) มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น รามอิศวร (Rameshwaram หมายถึง พระเจ้าของศรีราม),โกปอิศวร(Gopeshwar หมายถึง พระเจ้าของศรีกฤษณะ),อมาร์นาถ(Amarnath),วิศวนาถ(Visshwanath) โสมนาถ(Somnath),ปาชูปาตินาถ(Pashupatinath ในเนปาล), มหากาฬอิศวร(Mahakaleshwar), มุกตีอิศวร(Mukteshwar) ฯลฯ ซึ่งเป็นชื่อของคุณสมบัติต่างๆ ที่พรรณนาถึงการกระทำที่สูงส่ง และคุณภาพของพระเจ้าชีว่า
ภาพประกอบ A

              ในอินเดียนิกายต่างๆ มีชื่อว่า "ชัคติ" (Shakti), "กันปาติ" (Ganpat), "ผู้กราบไหว้บูชาราม" (Rama-worshippers), "กฤษณะ-อุปศักติ์" (Krishna-Upasaks) ทั้งหมดเชื่อในชีว่า ความจริงวัดชีว่าที่โดดเด่นทั้ง 12 แห่งของอินเดียก็ถูกเรียกว่า "จโยติ ลิงกัม แมท"(Jyotirlingam Maths หมายถึง สถานที่ศักดิ์สิืทธิ์๋ซึ่้งเป็นสัญลักษณ์ของแสง) ได้พิสูจน์อีกว่ารูปของพระเจ้านั้นเป็นแสง และชีว่า-ลิงก้า นั้นเป็นสัญลักษณ์ของตัวพระเจ้าเอง
              ชาวมุสลิมเชื่อว่าพระเจ้าหรือ อัลลาห์ เป็นดวงวิญญาณสูงสุดผู้ซึ่งเป็นแสง ในเมกกะที่ชาวมุสลิมไปแสวงบุญมีหินศักดิ์สิทธิ์เรียกว่า สาง-อี-อัสวัด (Sang-E-Aswad) ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่ คานา-อี-คาบา (KHANA-E-KABA) หินนี้ผู้แสวงบุญทุกคนได้ส่งจูบไปจากระยะไกลก่อนที่เขาจะเริ่มพิธีแสวงบุญ มันเป็นที่น่าสังเกตว่า สาง-อี-อัสวัีด มีความโดดเด่นที่คล้ายคลึงกับ ชีว่า-ลิงก้า
              ชาวยิวและชาวคริสเตียนเชื่อว่า โมเสส มีนิมิตของพระเจ้าในรูปของเปลวไฟ พวกเขาเรียกว่า ยะโฮวา (Jehovah), พระคริสต์ และ กูรูนานาค ผู้ก่อตั้งนิกาย ซิคส์ฺ (Siksism) ทั้งสองศาสนาพูดว่าพระเจ้ามีเพียงหนึ่งเดียวและในโบสถ์ก็มีเทียนไขจุดทิ้งไว้ เพราะว่าเปลวไฟเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้า
              ในญี่ปุ่นมีนิกายหนึ่งซึ่งสมาชิกต่างเพ่งรวมไปยังหินรูปไข่ เรียกว่า "ชินกอน เซกิ" (Chinkon Seki) ซึ่งหมายความว่าผู้ให้ความสงบ ซากสลักหักพังของนครวัดยุคโบราณในเขมรแสดงถึงการกราบไหว้บูชา ชีว่า-ลิงก้า มีให้เห็นอยู่ทั่วไปด้วยเช่นกัน มีความเด่นชัดทางด้านโบราณคดีอย่างหนึ่งพอที่จะแสดงว่า ชาวอียิปต์โบราณ ชาวเฟนีเซีย ชาวอาหรับ ชาวกรีก ชาวอินเดียแดงและชาวอินโดนีเซีย บูชากราบไหว้หินรูปไข่ การบูชา ชีว่า เป็นการบูชาที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์รู้จักและแนวคิดว่าพระเจ้าเป็นรูปของแสงก็เป็นความคิดที่เ็ป็นสากล!

                    
 ที่อยู่อันสูงส่งของพระเจ้า



               ได้มีการอธิบายมาในหัวข้่อก่อนแล้วว่า พระเจ้านั้นมีรูป รูปที่เป็นจุดแห่งแสงที่สุกใสรุ่งโรจน์ สิ่งนี้นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับที่อยู่ของพระเจ้า ทุกสิ่งที่มีรูปได้มีการพิสูจน์แล้วว่าจะต้องมีที่อยู่อาศัย ดวงวิญญาณสูงสุด  พระเจ้า  พ่อที่อยู่เหนือความรู้และความเข้าใจด้วยสติปัญญาของมนุษย์ของเราอาศัยอยู่ใน  บราห์มโลก (Bramhmlok), ปรโลก (Parlok), พารามธรรม (Paradham) หรือที่เรียกว่าสวรรค์สูงสุด 
               โลกที่ซึ่งดวงวิญญาณอาศัยอยู่เมื่อพวกเขาได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ มีชื่อเรียกว่าโลกวิญญาณที่ปราศจากร่างอยู่ไกลโพ้นไปจากโลกแห่งความมีตัวตนของมนุษย์ ไม่มีทั้งดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และดวงดาว และอยู่เหนือโลกละเอียดของ บราห์มา วิษณุ และชางก้า  เพราะเป็นที่อยู่ของ ชีว่า จึงถูกเรียกว่า ชีว่าบุรี ด้วย และเมื่อพระเจ้าอาศัยอยู่ในอาณาเขตที่สูงสุดนี้ ท่านได้ถูกเรียกว่าเป็น "ปรบราห์มปรเมศวร" (Parbrahm Parmeshwar) หรือพ่อสูงสุดที่อยู่เหนือความรู้และความเข้าใจด้วยสติปัญญาของมนุษย์
                มีแนวคิดที่ผิดเกี่ยวกับที่อยู่ของพระเจ้าที่มีอยู่ทั่วไปว่าพระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง มันจะมีประโยชน์มากที่จะได้ไตร่ตรองเกี่ยวกับประเด็นนี้ในรายละเอียด

                     
พระเจ้าไม่ได้อยู่ทุกหนทุกแห่ง

                ทุกวันนี้นักศาสนาและนักเทววิทยาส่วนมากพูดว่าพระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง พวกเขาได้ทำผิดพลาดอย่างมหันต์ ที่ได้ตั้งสมมุติฐานเช่นนี้ ความเ้ข้าใจผิดพลาดนี้เป็นต้นเหตุ ในการนำมนุษย์ชาติเกือบทั้งหมดให้หลงทางจากพระเจ้าและตัดการมีโยคะของพวกเขากับท่าน คำว่า โยคะ หมายถึง การรวม การเชื่อม หรือติดต่อระหว่างสองสิ่งที่มีอยู่ นั่นก็คือ ดวงวิญญาณและดวงวิญญาณสูงสุด 
                โยคะจะหมดความกมายถ้าพระเจ้าถูกคิดว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ผู้คนส่วนมากคิดว่าพระเจ้าเป็นพ่อสูงสุด และในเวลาเดียวกันก็คิดว่าท่านอยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็นที่น่าประหลาดใจที่พวกเขาเชื่อทั้งสองประเด็นพร้อมกัน นี่เป็นผลจากข้อพิสูจน์ที่ผิดๆว่าดวงวิญญาณนั้นไม่ได้แตกต่างจากดวงวิญญาณสูงสุด เป็นที่แน่ชัดว่า พ่อไม่ได้แผ่ซึมเข้าไปในลูกๆของเขา   เช่นกัน  พระเจ้าผู้ซึ่งเป็นพ่อของดวงวิญญาณทั้งหมดจะไม่เข้าไปอยู่ในพวกเขา เพราะพระเจ้าเป็นพ่อสูงสุดของดวงวิญญาณมนุษย์ทั้งหมด ผู้คนจึงพูดถึงความเป็นพี่น้องสากลแต่จะไม่มีใครพูดถึงความเป็นพ่อสากล



                ผู้ซึ่งคิดว่าดวงวิญญาณมนุษย์เป็น "อณู" ของพระเจ้า (ถึงแม้ว่าความเชื่อเช่นนี้จะไม่ถูกต้อง) พวกเขาควรจะถามตัวเองว่า ถ้าพระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง พระเจ้าจะสามารถแบ่งออกเป็นส่วนหรือเป็นอณูอีกได้อย่างไร เพราะถ้าพระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง จะมีการแบ่งงออกเป็นส่วนได้อย่างไรอีกเล่า ถ้ามีการโต้แย้งว่าผู้ที่ไม่มีความไม่รู้เท่าันั้นที่แบ่งแยกดวงวิญญาณและดวงวิญญาณสูงสุด ถ้าอย่างนั้นก็จะมีคำถามเกิดขึ้นอีกว่า พระเจ้าอยู่ในผู้ที่ไม่รู้นั้นด้วยหรือไม่ ถ้าไม่... แล้วท่านจะอยู่ทุกหนทุกแห่งได้อย่างไร? ควมจริงแท้ก็คือดวงวิญญาณและพระเจ้าเป็นสิ่งซึ่งแยกจากกันและนำไปสู่การสรุปว่า พระเจ้าไม่ได้อยู่ทุกหนทุกแห่งด้วย พระเจ้าก็เหมือนกับดวงวิญญาณอื่นๆเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก ถ้าท่านอยู่ในทุกสิ่งก็จะไม่มีวัตถุซึ่งไม่มีความรู้สึก แม้แต่ร่างกายที่ตายแล้วก็จะคงอยู่อย่างมีความรู้สึก  อีกอย่างหนึ่ง  ถ้าพระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง คุณลักษณะของท่านก็จะต้องอยู่ทุกหนทุกแห่งด้วย 
                 อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่สาระสำคัญแท้จริงแล้วพระเจ้าเป็นมหาสมุทรแห่งความสงบ ความรักและความปิติ แต่คุณลักษณ์ที่เห็นได้ชัดเหล่านี้ก็ไม่ได้ปราฎอยู่ในโลกทุกวันนี้ ตรงกันข้ามกิเลสทั้งห้า นั่นก็คือ กามราคะ ความโกรธ ความโลภ ความผูกพันยึดติด และความทะนงตน จะพบได้ทุกแห่งในโลกทุกวันนี้ ยิ่งกว่านั้นพระเจ้าเป็นผู้สร้าง และผู้สร้างจะไม่ซึมแทรกเข้าไปในสิ่งสร้างนั้นของท่าน ท่านจะเป็นสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งสร้างนั้นเสมอ เช่นกัน พระเจ้าถูกเีรียกว่า ผู้กู้ชีวิตดวงวิญญาณบาป แต่การทึกทักว่าท่านอยู่ทุกหนทุกแห่งก็หมายความว่า พระเจ้าได้ทำผิดด้วยตัวท่านเอง และทำบาปที่เราเห็นในโลกทุกวันนี้ด้วย


จาก หนังสือ "ราชโยคะ ศาสตร์เพื่อการรู้แจ้ง"
BK. เรืออากาศเอกทรงยศ เปี่ยมใจ

Friday, April 26, 2013

ดวงวิญญาณและพระเจ้า


ความรู้พื้นฐาน
ในตอนแรกเราได้วิเคราห์เกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องธรรมชาติของดวงวิญญาณ ต่อไปนี้เราจะพิจารณาเกี่ยวกับธรรมชาติของดวงวิญญาณสูงสุดคือ พระเจ้า มนุษย์มีความอยากอย่างเป็นธรรมชาติ ที่จะรู้จักพระเจ้า เมื่อใดก็ตามที่มีความทุกข์โศก มนุษย์ก็จะมีสัญชาตญาณของการคิดถึงพระเจ้า ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้จักรูปและคุณลักษณะของพระเจ้าอย่างถูกต้อง ในความเป็นจริง พระเจ้าอยู่เหนือการรับรู้ของอวัยวะสัมผัส แต่จะสามารถรู้ได้โดยผ่านกระบวนการของสติปัญญาที่ละเอียดอ่อนเท่านั้น สำหรับผู้ที่ปรารถนาที่จะเรียน ราชโยคะ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความเข้าใจถึงธรรมชาติที่ถูกต้องอย่างแท้จริงเกี่ยวกับ ชื่อที่สูงส่ง, รูป, ที่อยู่, พฤติกรรมและความสัมพันธ์ของพระเจ้าที่มีกับดวงวิญญาณทั้งหลาย

พระเจ้าเดียว...แต่มีหลายแนวคิด




เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าพระเจ้ามีเพียงหนึ่ง แต่ก็ยังมีความเชื่อมากมายที่ยังขัดแย้งกันอยู่ เกี่ยวกับรูปและธรรมชาติของพระเจ้า

ส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ปรากฏอยู่คือ ธรรมชาติคือพระเจ้า, หรือกฤษณะ, ศรีราม, พระคริสต์ และคนอื่นๆ คือพระเจ้า เป็นพระเจ้าที่มาเกิด และ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ เป็นพระเจ้า, พระเจ้าและดวงวิญญาณแต่ละดวงรวมกันเป็นหนึ่ง "บราห์ม" คือพระเจ้า, พระเจ้าไม่มีรูป, สิ่งสร้างทั้งหมดเป็นรูปอันหลากหลายของพระเจ้า, ที่อยู่ของพระเจ้านั้นอยู่ในสวรรค์, พระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง ฯลฯ
ความจริงก็คือ ความหลากหลายอย่างมากมายของความคิดเกี่ยวกับพระเจ้านี้เป็นสาเหตุของความสับสนและทำให้ผู้คนทั้งหลายคิดว่าพระเจ้าเป็นสิ่งสร้าง ซึ่งเกิดจากจินตนาการของมนุษย์เอง และดังนั้น...พวกเขาจึงสงสัยว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือ !!

ความรู้เป็นสาระสำคัญสำหรับการคิดถึง
ความเป็นจริงก็คือ มีแนวคิดที่แตกแยกหลายอย่างเกี่ยวกับพระเจ้า แสดงว่ามนุษย์ไม่ได้มีความรู้ที่ถูกต้องเลยเกี่ยวกับพระเจ้า นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งด้วยว่า ทำไมผู้คนทั้งหมดที่คิดถึง บูชาหรือกราบไหว้้พระเจ้าโดยทั่วไปต่างพูดว่า พวกเขาไม่สามารถเพ่งรวมความคิดของพวกเขาไปยังพระเจ้าได้ 
ตัวอย่างอาจจะทำให้เห็นภาพที่ชัดเจน  หญิงสาวที่ยังไม่มีคู่หมั้นไม่สามารถคิดถึงผู้ที่จะมาเป็นสามีของเธอได้ เพราะว่าเธอไม่สามารถสร้างความคิดใด ๆ เกี่ยวกับหน้าตา ชื่อ ที่อยู่และอาชีพ ฯลฯ ของฝ่ายชายได้ อย่างไรก็ตาม...... หลังจากที่มีการหมั้น เธอก็สามารถคิดถึงคู่หมั้นของเธอได้อย่างง่ายดาย เพราะว่าลักษณะของเขานั้นเธอได้เห็นและรู้จักแล้ว
เช่นเดียวกัน..... โยคะหรือการคิดถึงพระเจ้า จะได้ผลอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อผู้ที่ปราถนาที่จะเรียนรู้ ได้รับความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเจ้าแล้วเท่านั้น

พระเจ้ามีเพียงหนึ่ง แนวคิดที่แท้จริงของพระเจ้าก็สามารถมีเพียงหนึ่งเดียว
เป็นเพราะการไม่มีความรู้ที่แท้จริงเำีกี่ยวกับพระเจ้านั้นเอง ดังนั้นความศรัทธาที่เบี่ยงเบนจึงได้ปรากฏขึ้นมากมาย อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติที่แท้จริงของพระเจ้่าจะสามารถเปิดเผยโดยพระเจ้าเองเท่านั้น เมื่อท่านลงมาใช้ร่างของมนุษย์ในโลก  ไม่มีมนุษย์ใดสามารถเล่นบทบาทการเปิดเผยที่สูงส่งนี้ได้ ในหัวข้อต่อไปจะให้ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ตามที่ท่านเปิดเผยตัวท่านเองโดยผ่านเครื่องมือที่เป็นร่างมนุษย์ของท่านประชาปิตาบราห์มา คำถามจะถูกหยิบยกขึ้นมาว่า พระเจ้าได้เปิดเผยความรู้นี้อย่างไร ? ประเด็นดังกกล่าวนี้จะได้อธิบายต่อไป

รูปและชื่อที่สูงส่ง

พระเจ้าเปิดเผยว่า "ฉันคือผู้ที่ไร้ร่าง" (NIRAKAR)

ผู้คนมากมายเข้าใจผิดต่อคำว่า "นิรกา" (Nirakar) โดยตีความหมายว่าท่านไม่มีรูป แต่ในความเป็นเจริง สิ่งใดก็ตามที่มีอยู่จะต้องมีรูป คุณลักษณะหรือคุณภาพนั้นไม่มีรูปได้ แต่แก่นซึ่งเป็นแหล่งที่มีคุณลักษณะหรือคุณภาพนี้... ไม่มีรูปไม่ได้ ! อย่างไรก็ตามรูปนั้นอาจจะละเอียดได้ ตัวอย่างเช่น กลิ่นหอมไม่มีรูป แต่ดอกไม้หรือวัีตถุใด ๆ ก็ตามซึ่งส่งกลิ่นนั้นฟุ้งออกมาจะต้องมีรูปใดรูปหนึ่ง
คุณลักษณะของพระเจ้า เช่น ความรัก ความสงบ ความปิติ และความรู้  ไม่มีรูป หากแต่ พระเจ้าผู้เป็นเจ้าของและุเป็นแหล่งกำเนิดของคุณสมบัติทั้งหมดเหล่านั้นจะต้องมีรูป ถ้าพระเจ้าไม่มีรูป ราชโยคะ ก็จะสูญเสียความหมายทั้งหมดไป เพราะว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการคิดถึงสิ่งซึ่งไม่มีรูป มิฉะนั้นผู้บูชากราบไหว้ก็คงจะไม่สวดอ้อนวอนต่อท่านเพื่อให้ท่านประทานนิมิต (DARSHAN) เป็นรูปของท่านแก่พวกเขา
ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าซึ่งปราศจากร่าง แต่ไม่ปราศจากรูป ซึ่งหมายความว่าท่านต้องมีรูป

รูปของพระเจ้านั้นละเอียดที่สุด

พระเจ้ามีรูปอย่างแน่นอน รูปของท่านแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากรูปละเอียดและรูปที่เป็นร่างใด ๆ อย่างที่เรารู้จักกันว่า NIRAKAR (ปราศจากร่าง) เป็นคำที่เกี่ยวข้องกัน พระเจ้าปราศจากร่างในการเปรียบเทียบกับวัตถุสิ่งของซึ่งมีรูปหยาบและละเอียด NIRAKAR หมายถึงการเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ปราศจากตัวตน ที่ซึ่งไม่มีสสารใด ๆ คงอยู่ มีเพียงดวงวิญญาณอาศัยอยู่ พระเจ้าเป็นดวงวิญญาณสูงสุด (พารามอาตมา) แม้แต่ดวงวิญญาณมนุษย์ทั้งหลายก็ปราศจากร่าง (NIRAKAR) อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้หมายความว่าดวงวิญญาณไม่มีรูป 

ดวงวิญญาณของมนุษย์แต่ละดวงมีแก่นของตนเองซึ่งเป็นอมตะและไม่สามารถทำลายได้ ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยการยกตัวอย่าง สมมุติว่าอุบัติเหตุที่รุนแรงเกิดขึ้น มีคนตายหลายคนในเวลาเดียวกัน แต่ละคนก็ออกจากร่างไปเกิดใหม่ตามสันสการ์ของแต่ละบุคคล.... แต่ละดวงวิญญาณได้มีการรักษารูปและแก่นสาระที่พิเศษของตนเองไว้ 

ที่ว่าดวงวิญญาณเป็นจุดของแสงและพลังที่ส่องประกาย ดวงวิญญาณสูงสุดก็เป็นเช่นเดียวกัน รูปนี้ละเอียดที่สุด สามารถเห็นได้โดยการได้รับนิมิตที่สูงส่งเท่านั้น ซึ่งรูปของพระเจ้าปรากฏเป็นจุดของแสงที่ส่งประกายสีแดงทองรูปไข่วงรีรอบ ๆ ตัวท่าน เมื่อเปลวไฟได้ถูกจุดขึ้น มันก็จะเกิดเป็นรูปไข่ รูปของพระเจ้าและรัศมีก็เป็นเหมือนเช่นเปลวไฟรูปไข่ "ชีว่า-ลิงก้า (Shiva Linga)
ในวัดที่ประเทศอินเดียก็มีสัญลักษณ์รูปไข่วงรีของดวงวิญญาณสูงสุด คำว่า LINGA หมายถึงสัญลักษณ์ ในวัดชีว่าหลาย ๆ แห่งมีหินรูปไข่อันเล็ก ๆ มากมายถูกวางไว้ข้าง ๆ ชีว่าลิงก้า หินเหล่านี้เรียกว่า ซาลิเเกรม ซึ่งเป็นตัวแ่ทนของดวงวิญญาณต่าง ๆ 

ในความเป็นจริง ไม่มีความแตกต่างในขนาดของดวงวิญญาณและดวงวิญญาณสูงสุด ทั้งสองเป็นจุดแห่งแสงมีความแตกต่างในความเข้มของแสงและพลังเท่านั้น เหมือนอย่างเช่น รูปปั้นสักการะของมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ โดยทั่วไปมักจะมีขนาดใหญ่ ชีวา ลิงก้า ก็เป็นรูปของพระเจ้าที่มีการขยายให้ใหญ่ด้วยจุดประสงค์ของการบูชาเคารพรูปไข่ขนาดใหญ่ เพื่อให้เป็นการง่ายต่อการจำสำหรับผู้บูชากราบไหว้่ เพราะมันจะเป็นการยากที่จะบูชาจุดซึ่งเล็กมาก ความแตกต่างที่เด่นชัดอันหนึ่งของดวงวิญญาณสูงสุดกับดวงวิญญาณ็อื่น ๆ ก็คือ ท่านไม่เคยเข้าไปสู่วงจรของการเกิดและการตาย ผลที่ตามมาคือ ท่านไม่เคยตกอยู่ภายใต้การหลอกลวงการตกต่ำหรือการเลื่อมถอยลง

ชื่อของพระเจ้าที่เป็นอมตะ
ชื่อของพระเจ้านั้นมีความพิเศษกล่าวคือ เมื่อดวงวิญญาณมนุษย์ดวงหนึ่งลงมารับร่าง มันเป็นร่างนั้นที่มีชื่อแ่ต่ไม่ใช่ดวงวิญญาณ ชื่อของร่างมนุษย์ที่ดวงวิญญาณลงมารับนั้น เปลี่ยนไปชาติแล้วชาติเล่า ดวงวิญญาณสูงสุดไม่เคยเกิดเหมือนดวงวิญญาณมนุษย์ ท่านไม่มีร่างเป็นของท่านเองและไม่มีชื่อของร่างด้วย ชื่อของพระเจ้าเป็นอมตะ ชื่อที่ได้มาสืบเนื่องจากคุณสมบัติและการกระทำที่สูงส่งของท่าน ผู้คนคิดถึงท่านและตั้งชื่อท่านจากคุณสมบัีติที่แตกต่างไป ตามภาษาที่แตกต่างกัน ซึ่ง พระเจ้าได้เปิดเผยชื่อของท่าเองว่า ท่านชื่อ ชีว่า (SHIVA) ชีว่า หมายถึงผู้ให้คุณประโยชน์ พระเจ้าถูกเรียกว่า ชีว่า เพราะว่าท่านเป็นผู้ให้คุณประโยชน์กับดวงวิญญาณทั้งหมด ประทานความสงบและความปิติแก่พวกเขา ชื่อ ชีว่า อ้างอิงถึงพระเจ้าผู้ปราศจากร่าง ไม่ใช่ ชางก้า (Shankar) ผู้ซึ่งเป็นเทพละเอียดและเป็นสัญลักษณ์ของภาะกิจของการทำลายล้างโลกเก่า





จาก หนังสือ "ราชโยคะ ศาสตร์เพื่อการรู้แจ้ง"
BK. เรืออากาศเอกทรงยศ เปี่ยมใจ