Showing posts with label คุณคือใคร?. Show all posts
Showing posts with label คุณคือใคร?. Show all posts

Thursday, April 25, 2013

ธรรมชาติดั้งเดิมของดวงวิญญาณ




สันสการ์ดั้งเดิมของดวงวิญญาณ
สันสการ์ดั้งเดิมของดวงวิญญาณ คือ ความบริสุทธิ์ ความสงบ ความรัก ความปิติ ความรู้ และพลังอำนาจ(MIGHT) ดวงวิญญาณได้สูญเสียคุณภาพเดิมแท้ทั้งหมด เมื่อดวงวิญญาณได้กลายเป็นทาสของกิเลสทั้งห้า กล่าวคือ กามราคะ ความโกรธ ความผูกพันยึดติด ความโลภและความหยิ่งทะนงตน กิเลสทั้งห้านี้รวมกันเข้ามา โดยมีแหล่งกำเนิดมากจากสำนึกแห่งการเป็นร่าง โดยทั่วไปกิเลสทั้งห้านี้และสำนึกแห่งการเป็นร่าง ทำให้ดวงวิญญาณจมอยู่ในความทุกข์ ความปิติและความสงบที่มีอยู่ดั้งเดิมจะเป็นตัวเอาชนะและเป็นนายเหนือประสาทสัมผัส

ธรรมชาติดั้งเดิมนั้นสูญเสียไปได้อย่างไร
ด้วยการเกิดหลายครั้ง ดวงวิญญาณก็ผูกพันยึดติดกับร่าง ดวงวิญญาณได้ลืมสภาพดั้งเดิมว่าตนเองเป็นดวงวิญญาณ และลืมคุณสมบัติของดวงวิญญาณ รวมทั้งลืมพ่อสูงสุดของตนเอง... ได้กลายเป็นทาสของกิเลสทั้งหลาย จนกว่าจะมีการถอนและมีการควบคุมกิเลสของดวงวิญญาณได้เสียก่อน มิฉะนั้นดวงวิญญาณก็จะไม่สามารถกลับมามีสภาวะปกติของความสงบ ความสุขและความปิติได้ 
กิเลสที่ครอบงำดวงวิญญาณอาจจะเปรียบได้กับภาชนะที่ใส่น้ำ ซึ่งมีความร้อนสามารถลวกผิวหนังได้ ถ้าไปแตะต้องมัน แต่ถ้าเอาความร้อนนั้นออกไปมันก็จะกลับไปสู่สภาพเดิมที่อุณหภูมิปกติ และก็จะกลับมาเป็นประโยชน์ในการดับกระหายได้อีกครั้งหนึ่ง... เป็นการเล่นบทบาทของการช่วยชีวิต

เช่นเดียวกัน บุคคลผู้ซึ่งดวงวิญญาณได้รับความทรมานด้วย ความโกรธ อารมณ์ของเขาจะเสียง่าย ด้วยการกระตุ้นเพียงเล็กน้อย เขาก็จะเกิดอาการตื่นเ้ต้น แม้กระนั้น เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปเขาก็จะพบความสงบ ซึ่งจะทำให้อารมณ์ของเขากลับมาเป็นปกติ การควบคุมความโกรธได้อย่างดีก็ใช้ได้กับกิเลสตัวอื่น เช่น ความเครียด ความไม่สมดุลซึ่งทรมานมนุษย์ในทุกวันนี้ ซึ่งเป็นรากของอารมณ์ทั้งหมดที่ถูกรบกวนได้ด้วยเช่นกัน เมื่อดวงวิญญาณเป็นอิสระด้วยการควบคุมกิเลสได้ ดวงวิญญาณก็กลับไปสู่สภาวะดั้งเดิม คือความบริสุทธิ์ ความสงบและความปิติสุข

ความสงบและความปิติสุข เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของดวงวิญญาณ ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปค้นหาสิ่งเหล่านี้จากภายนอก ผู้ที่ค้นหาความสงบและความปิติสุขจากโลกภายนอก ก็เหมือนกับเจ้าหญิงที่ค้นหาสร้อยคอที่สูงค่าของเธอไปทุกหนแห่ง ทั้ง ๆ ที่เธอสวมใส่มันอยู่ เหมือนเช่นกับตัวชะมดที่วิ่งตามกลิ่นที่หอมของชะมดโดยไม่รู้ว่ากลิ่นนั้นออกมาจากสะดือของมันเอง ความสงบของจิตใจเป็นคุณภาพของดวงวิญญาณจะออกมาจากภายในโดยอัตโนมัติ ทันทีที่สภาวะที่แท้จริงดั้งเดิมของดวงวิญญาณได้ถูกกำหนดขึ้น

การกลับมาเกิดของดวงวิญญาณ




ดวงวิญญาณเป็นอมตะ
ร่างกายต้องตาย ร่างกายมีช่วงชีวิตที่สั้น แต่ดวงวิญญาณไม่เคยตาย มันเป็นอมตะและไม่มีวันตาย มันออกจากร่างหนึ่งจะไปสู่ร่างอื่นอีก ในการเกิดใหม่ ดวงวิญญาณลืมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชาติที่แล้ว ในความเป็นจริงการปิดบังอดีตนี้เป็นพร สมมุติว่าดวงวิญญาณไม่ได้มีความสุขในชาติที่แล้วและมีความสุขในชาตินี้ ความจำเรื่องในอดีตจะทำลายความสุขในชาติปัจจุบัน เพราะการจำอดีตได้นั่นเอง ดวงวิญญาณอาจจะแสดงความเกลียดชังต่อใครบางคนผู้ซึ่งทำผิดต่อเขาในชาติที่แล้ว ซึ่งจะมีผลกระทบต่อชีวิตที่ราบรื่นของดวงวิญญาณนั้นในชาติปัจจุบัน

ดวงวิญญาณกลับมาเกิดแน่นอน
การเข้าใจว่าตัวตนเป็นดวงวิญญาณที่มีชีวิตเป็นอมตะ ที่แตกต่างจากร่างกายที่ถูกทำลายได้ นำไปสู่บทสรุปที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ว่า ดวงวิญญาณเดินทางผ่านไปในวงจรของการกลัีบชาติมาเกิด ดวงวิญญาณมนุษย์เป็นนักแสดงในโลกละครและด้วยเหตุนี้ดวงวิญญาณจะมีธรรมชาติ ที่ชอบเล่นบทบาทพวกเขาในละคร เมื่อดวงวิญญาณไม่สามารถแสดงหรือไม่มีประสบการณ์ เนื่องจากปราศจากร่างกาย พวกเขาก็จะกลับมาเกิด ดังนั้นมันเป็นกฏที่ไม่มีวันจบสิ้นของดวงวิญญาณแต่ละดวงที่จะต้องละทิ้งร่างเก่าและมารับร่างใหม่



รูปแบบวงจรของกระบวนการความคิด เกี่ยวกับวงจรของความคิด การกระทำ สันสการ์ ความคิดหมุนเวียนเป็นวงกลมไม่มีจุดจบ วงกลมนั้นไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีจุดจบ และมีการเคลื่อนไปอย่างเป็นนิรันดร ฉันใดก็ฉันนั้น การเกิด...การตาย....การเกิด ก็เป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่จบสิ้น เมื่อตาย มนุษย์ก็ออกจากร่าง แต่ไม่ได้จบสิ้นการคงอยู่ เขาเดินทางต่อไปด้วยความปรารถนาที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองของเขา ณ เวลาที่เขากำลังจะออกจากร่าง ความคิดความปรารถนาก็ชักนำให้ดวงวิญญาณไปสู่การเกิดใหม่

บางครั้งก็มีหนังสือพิมพ์รายงานเกี่ยวกับเด็กผู้ซึ่งสามารถจำชาติในอดีตได้อย่างแจ่มชัด หลาย  ๆ กรณีเช่นนี้ได้มีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิดโดยนักอภิจิตวิทยาและพบว่าเป็นความจริง อย่างเช่นได้กล่าวไว้ในตอนต้น คือสิ่งที่ยืนยันว่าดวงวิญญาณได้กลับมาเกิด ทารกนั้นมีความคิดที่เลือนลาง บางอย่างของชีวิตในอดีต แต่ไม่สามารถพูดออกมาได้ พวกเขาไม่สามารถที่จะแสดงออกมาได้

มีการสังเกตว่า บางครั้งหลังจากเกิด เด็ก ๆ จะเริ่มร้องไห้อย่างทันทีทันใดและแล้วก็ยิ้ม นี่เป็นผลที่สะท้อนออกมาของความจำของชีวิตในอดีต !!  เมื่อมีการสังเกตความแตกต่างระหว่างเด็กที่มีพ่อแม่เดียวกัน แต่ละคนมีแนวโน้มที่แอบแฝงสืบเนื่องมาก่อนของตนเองซึ่งปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติ(สันสการ์)
นี่แสดงว่ามันได้มีการถ่ายทอดมาจากชาติก่อน เช่นเดียวกัน มีเด็กบางคนซึ่งไม่ธรรมดา มีความสามารถพิเศษเป็นความชำนาญในศิลปะบางอย่าง แม้แต่ขณะที่เขายังเยาว์วัยอยู่ นี่เป็นเพราะว่า เขาได้รับความชำนาญในศิลปะนั้นมาจากชาติก่อน ยกตัวอย่างเช่น เด็กบางคนไม่เคยไปโรงเรียนเลย แต่พบว่าสามารถท่องจำคัมภีร์ที่ยาก ๆ ได้



จาก หนังสือ "ราชโยคะ ศาสตร์เพื่อการรู้แจ้ง"
BK. เรืออากาศเอกทรงยศ เปี่ยมใจ

Wednesday, April 24, 2013

สถานที่อยู่ของดวงวิญญาณ

สถานที่อยู่ของดวงวิญญาณในร่างกาย



ดวงวิญญาณนั้นเป็นจุดของแสงและพลังอำนาจที่ละเอียดอ่อนมาก ที่อาศัยอยู่ในกึ่งกลางของกลางหน้าผากระหว่างคิ้ว บางคัมภีร์อธิบายว่ามันเป็นเช่นดวงดาวซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ที่ส่องแสงอยู่กึ่งกลางหน้าผาก เพื่อเป็นการเตือนถึงความจริงนี้ ประเพณีของการแต้มจุดสีแดง เรียกว่า "ตีลัค" (Tilak) หรือ "บินดิ" (Bindi) ที่จุดพิเศษเฉพาะบนหน้าผากก็พบเห็นได้โดยทั่วไปของคนอินเดีย






จะสังเกตพบว่า อวัยวะสำคัญของร่างกายที่ซึ่งดวงวิญญาณใช้ปฏิบัติงาน เช่น สมอง ลูกตา หู จมูก ปาก ทั้งหมดตั้งอยู่ใกล้กับที่นั่งของดวงวิญญาณและแสดงให้ปรากฏถึงความเป็นลักษณะเฉพาะคนโดยผ่านใบหน้าของเขา ไม่มีคนสองคนที่มีหน้าเหมือนกันอย่างแท้จริง เนื่องจากดวงวิญญาณของพวกเขามีสันสการ์ที่แตกต่างกัน คนบางกลุ่มคิดว่าที่อยู่ของดวงวิญญาณนั้นอยู่ที่หัวใจ นี่เป็นความเชื่อที่ผิด ซึ่งได้หยั่งรากลึกเนื่องจากความไม่รู้เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างหัวใจและจิตใจ 

เป็นเพราะว่าคำว่า "หัวใจ" นำมาใช้ในความหมายใกล้เคียงกันกับคำว่า "จิตใจ" แต่ทว่าใช้อย่างผิด ๆ เหมือนวลีที่ว่า "ความกรุณา" คือ "หัวใจที่สูงส่ง... หัวใจทองคำ" "คุณภาพของสติปัญญาและหัวใจ" ฯลฯ ที่ได้ใช้กันมา ตามความเป็นจริงคุณลักษณะ  เช่น ความกรุณา ความสูงส่ง ฯลฯ นั้นเป็นคุณลักษณะของดวงวิญญาณ ซึ่งสะท้อนออกมาโดยผ่านกระบวนการของความคิดและกระบวนการของสติปัญญา(การตัดสิน)

ดังนั้น การคิดว่าหัวใจเป็นที่ตั้งอยู่ของคุณลักษณะเช่นนี้เป็นความเข้าใจผิด หัวใจเป็นเพียงอวัยวะทางร่างกาย ซึ่งควบคุมการไหลเวียนของโลหิตในร่างกาย การหายใจจะหยุดเมื่อหัวใจหยุดทำงาน การหายใจเป็นเพียงกระบวนการทางสรีระศาสตร์ที่เป็นอัตโนมัติ เพื่อรับเอาออกซิเจน ซึ่งจำเป็นสำหรับการหล่อเลี้ยงร่างกายตราบเท่าที่ดวงวิญญาณยังอาศัยอยู่ภายใน ดังนั้น การหายใจไม่ได้ดำรงความเป็นชีวิตด้วยตัวของมันเอง แต่เป็นเพียงกระบวนการหล่อเลี้ยงชีิวิต

ดวงวิญญาณเป็นสิ่งมีชีวิต ไม่มีร่าง ไม่สามารถเห็นด้วยตาของกายเนื้อ แต่สามารถรับรู้ได้ด้วยดวงตาที่สูงส่ง (เรียกว่า "ดวงตาที่สาม" เป็นความรู้) ในการเข้า "ฌาน" ในสภาวะของ ราชโยคะ



สถานที่อยู่ดั้งเดิม



 

โลกวิญญาณ
โลกวิญญาณ เป็นที่อยู่ที่แท้จริงซึ่งดวงวิญญาณจากมา เพื่อลงมาเล่นบทบาทในบทของตนในโลกที่มีตัวตน เรียกว่า "ปรโลก" หรือ "พารามธรรม" (ที่อยู่อาศัยสูงสุด) ถูกเรียกว่า โลกที่ปราศจากร่าง หรือ โลกวิญญาณ ด้วย เป็นอาณาเขตสูงสุด ตั้งอยู่ไกลโพ้นที่ปราศจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และ ในความเป็นจริงไกลพ้นไปจากทุกสิ่ง ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาแม้จะมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใด ๆ ช่วย 

ในโลกวิญญาณนี้เอง ที่ดวงวิญญาณทั้งหมดอาศัยอยู่ก่อนที่จะจากมาเล่นบทบาทในละครบนโลกของพวกเขา ซึ่งเมื่อมีใครตายก็มักจะพูดกันว่าไปสู่ปรโลก จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ความจริงว่า "ปรโลก" หรือ "พารามธรรม" เป็นที่อยู่อาศัยของดวงวิญญาณทั้งหมด 

พารามธรรม คือที่ทีแผ่ซ่านไปด้วยธาตุที่หก ซึ่งเป็นแสงไม่มีชีวิตละเอียดอ่อนเป็นสีแดงทองเลือดนก ซึ่งมีประกายเจิดจ้าและถูกเรียกว่า "บราห์ม" ด้วยเหตุนี้เองจึงถูกเรียกว่า "บราห์มโลก" (โลกที่มีธาตุ "บราห์ม") ธาตุ "บราห์ม" นั้นแตกต่างจาก "บราห์มา" และก็แตกต่างจากพระเจ้าด้วย 

ดวงวิญญาณที่อยู่ในโลกวิญญาณถูกกำหนดแบ่งแยกไว้เป็นกลุ่มอย่างดีและลงมายังโลกตามลำดับอย่างแน่นอนและมีระเบียบ ที่จุดสูงสุดของโครงสร้างของกลุ่มดวงวิญญาณ คือ ดวงวิญญาณสูงสุด ตัวท่านเองคือพระเจ้าผู้เป้นพ่อ ผู้ซึ่งรู้จักกันในชื่อหลากหลาย เช่น ขีว่า ยะโฮวา อัลล่าห์ และ อื่น ๆ ชื่อของที่อยู่ที่แท้จริงของดวงวิญญาณ คือ ปรโลก หรือ โลกวิญญาณ นั้นเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามันคือบ้านของดวงวิญญาณทั้งหมดด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นคงจะไม่ถูกเรียกว่า โลก โลกหนึ่งด้วย

ในพารามธรรมนั้นไม่มีสสารวัตถุที่หยาบ เมื่อไม่มีสสารก็ไม่มีการกระทำใด ๆ ทุกชนิด ดวงวิญญาณอยู่ในสภาวะนิ่งสงบอยู่ชั่วคราว หรือ สภาพที่พักผ่อนอยู่ ความปิติ ความสุข และอารมณ์อื่น ๆ ก็ไม่ปรากฏอยู่เช่นกัน ไม่มีความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าอะไรก็ตาม เป็นที่รู้จักกันในบามของ "โลกแห่งความเงียบ" ด้วยเช่นกัน (สันติธรรม) ณ ที่นี่ ดวงวิญญาณอยู่ในสภาวะของ "มุคตี" สภาวะของการปลดปล่อยในเป็นอิสระ หรือ เรียกว่า "สภาวะหลุดพ้น" หรือ "กู้ให้กลับคืนมาให้ดีเช่นเดิม" ดังนั้นจึงถูกเรียกว่า "มุคตีธรรม" (โลกของการหลุดพ้น) ด้วย

ดวงวิญญาณของมนุษย์ทุกดวงอยู่ในสภาวะของความสงบและปลดปล่อยให้เป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ในบ้านเกิดดั้งเดิมของตน คือ พารามธรรม และนี่เองที่ดวงวิญญาณมนุษย์ทุก ๆ ดวงบนโลกที่มีตัวตนนี้ ปราถนาจะได้ความสงบซึ่งเป็นคุณสมบัติดั้งเดิมของตน






อาณาเขตละเอียดอ่อน (Subtle World)
ใต้พารามธรรมนั้นคือ โลกละเอียดอ่อน ที่ซึ่งมีเทพละเอียดทั้งสาม คือ บรา์ห์มา วิษณุ และชางก้า อาศัยอยู่ในอาณาเขตละเอียดอ่อนของตน เทพเหล่านี้ไม่มีร่างที่เป็นกายเนื้อเหมือนพวกเราแต่เป็นกายละเอียด ร่างที่มีแสงสว่างหรือกายทิพย์ โลกนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นโลกแห่งการเคลื่อนไหว ณ ที่นี่เทพที่มีร่างละเอียดมีการกระทำและสนทนาโดยไม่ได้ใช้เสียงเหมือนกับนักแสดงที่แสดงในภาพยนต์ใบ้ มีเพียงแต่การเคลื่อนไหวไม่มีเสียง โลกนี้สามารถเห็นได้ด้วยดวงตาที่สามเท่านั้น

โลกวัตถุ
ส่วนล่างสุดของภาพจะแสดงให้เห็นโลกที่มีตัวตนของมนุษย์ ซึ่งพวกเราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ โลกที่เป็น สนามของการกระทำ (Karma Kshetra) ที่ซึ่งดวงวิญญาณใช้ร่างที่เป็นวัตถุธาตุของกระดูกและเลือดเนื้อเป็นเครื่องมือเพื่อเล่นบทบาทของตน ในโลกนี้มีทั้งการเคลื่อนไหวและการใช้เสียง มันถูกเรียกว่า โลกแห่งคำพูด ชีวิตที่ดวงวิญญาณใช้ในโลกนี้ จะสุขหรือทุกข์ขึ้นอยู่กับการกระทำในอดีตและการกระทำในปัจจุบัน หลักการคือ ท่านปลูกอะไร ท่านก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น จะใช้เป็นกฏในโลกนี้ ที่นี่ดวงวิญญาณมีประสบการณ์ของความสุขและความทุกข์ ความพอใจ และความเจ็บปวดโดยผ่านร่างกายที่เป็นวัตถุธาตุนี้


สามโลก กล่าวคือ โลกวัตถุ อาณาเขตละเอียดอ่อนและ โลกที่ปราศจากร่าง (เราอาจเรียกสามโลกนี้ว่า Talkie Movie และ Silent ตามลำดับ) รวมทั้งหมดก่อตั้งเป็นจักรวาล หรือ ตรีโลก



จาก หนังสือ "ราชโยคะ ศาสตร์เพื่อการรู้แจ้ง"
BK. เรืออากาศเอกทรงยศ เปี่ยมใจ





Tuesday, April 23, 2013

การทำงานของดวงวิญญาณ





ดวงวิญญาณมีระบบการทำงานเรียกว่า จิตใจ สติปัญญา และ สันสการ์(แนวโน้มหรือรอยประทับหรือพลังที่ซ่อนเร้น) ปัจจุบันมนุษย์ไม่ใส่ใจที่จะรู้ถึงความแตกต่างระหว่างจิตใจและวัตถุ ดังนั้นในการตอบคำถามว่า "จิตใจคืออะไร" (What is mind??)  เขาตอบทันทีว่า "มันมีความสำคัญอะไรนักหรือ?" (What does it matter??) และเมื่อมีการถามว่า "อะไรสำคัญ" (What is matter??) ก็มีคำตอบสั้น ๆ ว่า "ไม่เป็นไร" (Never mind) เขาแทบไม่รู้เลยว่าทัศนคติทั้งหมดต่อชีวิตของเขาขึ้นอยู่กับความเข้าใจที่ถูกต้องของสองสิ่งที่มีผลต่อกันนั่นคือ จิตใจ และ วัตถุ (Mind & Matter)

องค์ประกอบและหน้าที่ของดวงวิญญาณ
"จิตใจ" เป็นขบวนการของดวงวิญญาณที่ทำหน้าที่คิด จิตใจนั่นเองที่คนใช้ในการสร้างภาพ คิด และสร้างสรรค์ความคิด ความคิดทั้งหมดเกิดขึ้นในจิตใจ กระบวนการความคิดมีพื้นฐานอยู่บนความปรารถนา แรงกระตุ้น และ ความรู้สึกทั้งหมด ความเร็วของจิตใจเร็วที่สุดจนไม่มีอะไรเทียบได้ มันสามารถไปถึงทุกแห่งหนได้ในทุก ๆ เวลา... เพียงแต่คิด (หรือเรียกว่าการโลดแล่นท่องไปในจินตนาการ) ก็สามารถจะพาคน ๆ หนึ่ง กลับไปยังอดีตที่นานแสนนาน หรือ สถานที่ที่ไกลที่สุดโดยไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย....





ความคิดเป็นพลังที่ละเอียดอ่อน ความคิดอยู่เหนือเครื่องกีดขวางของเวลาและระยะทาง ไม่ถึงหนึ่งวินาทีจิตใจก็สามารถไปยังอดีตหรือนาคต รับความรู้สึกนั้นอีกครั้งหนึ่งและรับประสบการณ์เหมือนที่เคยมี ณ ที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์หรือความสุขตามแต่กรณีที่เคยเป็น เพียงแต่เขานั่งอยู่ในห้อง มนุษย์สามารถคิดถึงดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วยิ่งกว่าแสงที่มันจะเดินทางจากดวงอาทิตย์มาถึงเขาได้ จิตใจนั้นแตกต่างจากหัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะของร่างกาย ซึ่งหล่อเลี้ยงให้เลือดเกิดการหมุนเวียน จิตใจไม่ใช่อวัยวะทางกายแต่เป็นหน่วยงานของดวงวิญญาณ

"สติปัญญา" เป็นขบวนการซึ่งแสดงเหตุผลและการแยกแยะของดวงวิญญาณ.... มันรับรู้ เ้ข้าใจ แสดงเหตุผล แยกแยะและตัดสิน สติปัญญานั้นจะต้องทำความเข้าใจว่ามันแตกต่างจากมันสมองซึ่งเป็นอวัยวะของร่างกาย มันสมองเป็นตัวเชื่อมของประสาททั้งหมดและรับใช้ในฐานะที่เป็นแผงควบคุมของดวงวิญญาณที่จะเป็นตัวนำในการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย....สติปัญญาไม่ใช่อวัยวะของร่างกาย แต่เป็นขบวนการตัดสินของดวงวิญญาณ

"สันสการ์" เป็นขบวนการรับรอยประทับที่การกระทำนั้นได้เสร็จสิ้นไปแล้วและทิ้งรอยไว้บนดวงวิญญาณ มันสร้างแนวโน้ม อารมณ์ ความรู้สึก ลักษณะเฉพาะบุคคล นิสัย ความคิดของดวงวิญญาณขึ้นอยู่กับสันสการ์ สันสการ์เป็นตัวกำหนดลักษณะความเป็นบุคคลของแต่ละคนทั้งหมดไว้ด้วย

จิตใจ สติปัญญา และ สันสการ์ ไม่ได้แยกห่างจากดวงวิญญาณ
กระบวนการทั้ง 3 ของดวงวิญญาณมีชื่อว่า จิตใจ สติปัญญา และสันสการ์ ไม่ได้แยกจากดวงวิญญาณ นี่เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมของดวงวิญญาณ เป็นมรดกและพลังอำนาจที่กระทำการ ซึ่งทำให้มันมีชีวิตและกลายเป็นสิ่งที่มีความนึกคิด แตกต่างจากสสาร ซึ่งไม่มีความนึกคิด การทำงานของความปราถนา การพิจารณา การตัดสินและการมีประสบการณ์ไม่สามารถทำได้โดยธาตุธรรมชาติที่ไม่มีความรู้สึกซึ่งประกอบกันขึ้นมาเป็นร่างกายมนุษย์

ดังนั้น ความคิดและสติปัญญา ซึ่งแสดงการทำงานนี้ ไม่ใช่อวัยวะของร่างกาย ความคิดและการเข้าใจว่า "ฉันเป็นดวงวิญญาณ" ก็แสดงด้วยความคิดและสติปัญญา นั่นคือ พลังอำนาจของความคิด ความเข้าใจหรือประสบการณ์ เป็นบทบาทที่สมบูรณ์ทั้งหมดของดวงวิญญาณ ถ้าทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุ มันก็ไม่สามารถที่จะคิดว่า "ฉันเป็นดวงวิญญาณ" สันสการ์นั้นจะถูกนำไปพร้อมกับดวงวิญญาณ จากชาติหนึ่งไปสู่อีกชาติหนึ่ง

ตามความเป็นจริง ดวงวิญญาณได้รับสถานภาพในชาติใหม่ที่เกิดจากผลที่ทำไว้ในชาติเกิดที่แล้วมา นี่เป็นเครื่องแสดงว่าสันสการ์ก็ไม่ใช่วัตถุหรือร่างกาย แต่เป็นกระบวนการของดวงวิญญาณ ซึ่งมีอำนาจกำหนดขอบเขตช่วงเวลาและความยาวนานเกี่ยวกับการกระทำในชาติใหม่

เหมือนอย่างเช่นกระแสไฟฟ้า เป็นพลังงานที่ไม่มีความรู้สึก แสดงการกระทำเป็นแสงสว่าง เป็นความร้อน ความเย็นและการเคลื่อนไหว ดวงวิญญาณมีพลังงาน มีความรู้สึก แสดงการกระทำต่าง ๆ เป็นความปรารถนา ความคิด ประสบการณ์ (ขบวนการนี้เรียกว่า จิตใจ) รวมทั้งพิจารณาแยกแยะ และตัดสิน (ขบวนการนี้เรียกว่า "สติปัญญา")

กระบวนการของความคิด
บนพื้นฐานของสันสการ์ ก็เกิดความคิด ความคิดมีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปสู่การกระทำ เมื่อความคิดเกิดขึ้นมีทางเป็นไปได้ 4 อย่างคือ
1. ความคิดที่ดีซึ่งอาจจะนำไปสู่การกระทำ
2. ความคิดที่ดีที่ไม่ได้นำไปสู่การกระทำ
3. ความคิดที่ไม่ดีที่อาจจะนำไปสู่การกระทำ
4. ความคิดที่ไม่ดีที่อาจจะไม่นำไปสู่การกระทำ
แต่ละชนิดจะนำไปสู่การกระทำหรือไม่นำไปสู่การกระทำขึ้นอยู่กับสถานการณ์ สติปัญญาจะเข้ามาทำหน้าที่ดำเนินการและตัดสินใจ สถานการณ์ที่ทำไปจะเป็นตัวกำหนดมาตรฐานของดวงวิญญาณ มาตรฐานนั้นหรือรอยประทับนั้นเป็นที่รู้กันในนามของ "สันสการ์" สันสการ์นี้ก็จะกลายเป็นบ่อเกิดของความคิดที่จะตามมา และ เป็นวงจรที่เริ่มหมุนไป

ทำไมนิสัยจึงเปลี่ยนได้ยาก??
รูปแบบของสันสการ์เปรียบได้กับการขุดหลุม ยิ่งเราขุดมากเท่าใดหลุมก็จะลึกมากเท่านั้น การกระทำเมื่อถูกทำซ้ำ ๆ หลายครั้ง ก็จะกลายเป็นนิสัยหรือธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับรูปแบบของสันสการ์ ยิ่งเรามีความหมกมุ่นอยู่กับนิสัยใดเป็นพิเศษ นิสัยนั้นจะมีกำลังที่เข้มแข็งและกลายเป็นสันสการ์ที่ลงรากลึก 
ผู้คนพบกับความยากลำบากที่จะเลิกนิสัย การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เล่นการพนัน เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ได้ฝังรากลึกในดวงวิญญาณ นิสัยของชีวิตนี้ก็จะเป็นนิสัยของชีวิตหน้า ในการเกิดครั้งต่อไป นิสัยของชีวิตที่ผ่านมาก็จะปรากฏขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ

รูปแบบวงจรของกระบวนการความคิด
การส่งผลต่อกันและกันของความคิด การกระทำและสันสการ์เป็นไปตามรูปแบบของวงจร ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่กิเลสคืบคลานเข้ามา สันสการ์ของดวงวิญญาณก็จะกลายเป็นสันสการ์ที่มีกิเลสและความมีกิเลสก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลของการสะสมด้วยวงจรอันเป็นธรรมชาติของกระบวนการความคิด แม้แต่สติปัญญา ก็ยอมจำนนต่อพลังอำนาจของสันสการ์ ทั้งที่มีสติปัญญา รู้คิด.... มนุษย์ก็ยังกระทำความผิด
ดังนั้น สติปัญญาก็ไม่สามารถที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในสันสการ์ของดวงวิญญาณได้ การเปลี่ยนแปลงนี้สามารถบรรลุความสำเร็จโดยผ่าน "ราชโยคะ" ซึ่งชำระล้างและเพิ่มกำลังให้กับสติปัญญา



จาก หนังสือ "ราชโยคะ ศาสตร์เพื่อการรู้แจ้ง"
BK. เรืออากาศเอกทรงยศ เปี่ยมใจ

Monday, April 22, 2013

ทำไมต้องมีความรู้เกี่ยวกับดวงวิญญาณ




การขาดความรู้เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มนุษย์ทั้งหมดทุกข์ทรมานและไม่มีความสุข ทุกวันนี้มนุษย์ทั้งหมดเข้าใจว่า ตัวเขาคือร่างกาย บางครั้งก็เข้าใจว่าตัวเขาคือความรู้สึก บางครั้งก็เข้าใจว่าตัวเขานั้นเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน เขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นอมตะที่เรียกว่า ดวงวิญญาณ (SOUL) ซึ่งอาศัยอยู่ภายในร่างกายและใช้ร่างกายทำสิ่งต่าง ๆ


ความไม่รู้เรื่องดวงวิญญาณของมนุษย์ทำให้เกิดสำนึกแห่งการเป็นร่างและใช้ชีวิตโดยขึ้นอยู่กับวัตถุและสิ่งที่สัมผัสได้ เขาตั้งเป้าจะยกระดับความเป็นอยู่ในชีวิต โดยปราศจากความเข้าใจ สิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรก ทำไมสภาพร่างกาย สภาพจิตใจและสภาพของสิ่งแวดล้อมของคน 2 คนจึงแตกต่างกันมากตั้งแต่แรกเกิด เขาได้สังเกตว่า บางคนประสบความสำเร็จอย่างง่ายดายในทุก ๆ ย่างก้าวของชีวิต ขณะที่คนอื่น ๆ ทั้งที่ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุด แต่ไม่ประสบความสำเร็จ การตายซึ่งเกิดขึ้นเร็วเกินไปและไม่มีเวลาที่แน่นอน ทำให้เขาสับสน จิตใต้สำนึกของพวกเขาถูกรบกวนอย่างต่อเนื่องด้วยความกลัวต่อความตาย ซึ่งเขาคิดว่ามันจะตัดสิทธิเขาจากทุกสิ่งที่เขาครอบครองอยู่ด้วยความรัก


ทุก ๆ คนที่เกิดมา ถามว่าคนมาจากที่ใดและ หลังจากตายแล้วจะไปที่ไหน? มนุษย์ทนทุกข์ทรมานอย่างมากด้วยสาเหตุจากความหายนะทางธรรมชาติและสงครามที่เกิดขึ้นทำให้พวกเขาสับสนยิ่งขึ้นไปอีก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้ เป็นเหตุให้เขาต้องขบคิดครั้งแล้วครั้งเล่า ว่ามันเกิดจากอุบัติเหตุโดยบังเอิญ เกิดจากโชคหรือมีกฏควบคุมสิ่งเหล่านี้อย่างแน่นอนตายตัว







 พวกเขาก็สงสัยด้วยว่า "เขาคือใคร ?" เขาเป็นภาพลวงตาที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ? หรือเป็นตัวตนที่แท้จริงกันแน่?? ถ้ามนุษย์และโลกเป็นเพียงสิ่งลวงตา มนุษย์ก็ไม่ได้มีอยู่และก็ไม่มีสิ่งใดมีอยู่รอบ ๆ ตัวเขา ..... ซึ่งไม่มีเหตุผลเลย ทำไมคน ๆ หนึ่งจะต้องทำความดี ถ้าโลกนี้ไม่เป็นจริง ??? ทำไมต้องศึกษาเล่าเรียน? ทำไมต้องมีเป้าหมายและทำให้บรรลุผลสำเร็จ เพื่อที่จะได้รับความสมบูรณ์พร้อม เพราะมันจะถูกทำลายล้างด้วยความตายอย่างโหดร้ายในตอนจบ ถ้าปรากฏการณ์ ตามธรรมชาติของจักรวาล รวมทั้งตัวเขาเป็นความเป็นจริงโดยแท้ แล้วทำไมทุกสิ่งจึงถูกทำลายไปและไม่ยั่งยืนภายใต้กฏวงจรของการเกิดและการตาย

หากประเด็นพื้นฐานของชีวิตเหล่านี้ไม่ได้ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง การมีสำนึกว่าตนเองเป็นร่าง ก็จะต้องมีขีดจำกัด เช่น ในอดีตกาลที่คนทั้งไปมีการเข้าใจผิดเพราะเพียงมองด้วยตาแล้วตัดสินว่าดวงอาทิตย์นั้นโคจรรอบโลก แต่ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ เช่นเดียวกัน มนุษย์ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริง ความไม่รู้ก็นำเขาไปสู่การเข้าใจผิดว่าร่างกายที่มีอยู่นั้นเป็นทุกสิ่งและเมื่อร่างกายถูกทำลายทุกสิ่งก็จบสิ้น นี่เป็นผลที่ทำให้พวกเขาทุกข์ทรมานก็ตามมา



ไม่ต้องประหลาดใจเลยว่า ถีงแม้พวกเขาจะพยายามอย่างหนัก พวกเขาก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากความทุกข์และการทรมานในชีวิตได้ เพราะความรู้ที่ไม่ถูกต้องในตัวตนที่แท้จริงของเขา เขาต้องรู้ว่าเขาคือ...ดวงวิญญาณ รู้การทำงานของดวงวิญญาณและรู้บทบาทของดวงวิญญาณ ในละครโลกนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องนำมาใช้เพื่อจะทำให้เกิดความสงบ ความพอใจ ความสุข และความเป็นอิสระในชีวิต









จาก หนังสือ "ราชโยคะ ศาสตร์เพื่อการรู้แจ้ง"
BK. เรืออากาศเอกทรงยศ เปี่ยมใจ



คุณคือใคร ?


ความไม่รู้จักตนเองของมนุษย์ พิสูจน์ได้โดยคำตอบที่มากมายและหลากหลาย ต่อคำถามที่ว่า "คุณคือใคร ?" เมื่อพวกเขาได้ถูกเชิญให้แนะนำตนเอง บางคนบอกชื่อของร่างของเขา ซึ่งเราจะได้เห็นในตอนท้ายว่ามนุษย์นั้นไม่ได้เป็นเพียงร่างกายที่ประกอบไปด้วยเนื้อและกระดูก บางคนก็เปิเผยอาชีพ ชื่อเสียง อย่างเช่น หมอ ทนายความ ฯลฯ เราทุกคนรู้ว่าบุคคลนั้นมีอยู่ก่อนที่เขาจะยืดอชีพการงานนั้น และ เขาก็ยังอยู่ต่อไป แม้ว่าเขาจะเลิกอาชีพนั้นไปแล้วก็ตาม

แม้กระนั้น ก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่แนะนำตนเองโดย เชื้อชาติ เพศ สัญชาติ อย่างที่พูดกันว่า คนนิโกร เพศหญิง หรือ ชาวอินเดีย ซึ่งก็เป็นคำตอบต่อคำถามว่า "คุณคือใคร ?" ที่ผิดอีกเช่นกัน เพราะว่าคำตอบเหล่านี้ อ้างถึงรูปร่างหน้าตาหรือประเทศของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

"ฉัน" และ "ของฉัน" ("I" AND "MY") 
คำตอบที่ถูกต้องต่อคำถามที่ว่า "คุณคือใคร ?" ก็คือ "ฉันคือดวงวิญญาณ" ความแตกต่างระหว่างร่างกายและดวงวิญญาณสามารถแสดงให้เห็นได้โดยการใช้คำว่า "ฉัน" และ "ของฉัน" ทั้งสองคำนี้ แสดงความหมายที่แตกต่างอย่างชัดเจน "ฉัน" หมายถึง ดวงวิญญาณ และ "ของฉัน" ใช้เมื่อดวงวิญญาณแสดงความเป็นเจ้าของในทรัพย์สมบัติ ซึ่งร่างกายก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นสมบัติของดวงวิญญาณ

สมมุติว่า ท่านอาศัยอยู่ในกระท่อม ท่านก็จะพูดว่า "นี่เป็นกระท่อมของฉัน" หรือ "กระท่อมนี้เป็นของฉัน" ท่านจะไม่พูดว่า "ฉันเป็นกระท่อม" เช่นเดียวกัน ท่านจะกล่าวถึงอวัยวะต่าง ๆของร่างกายของท่านว่าเป็น "ร่างกายของฉัน"




 ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่ใช่ร่างกาย แต่ร่างกายเป็นสมบัติของท่าน หรือ อีกความหมายหนึ่ง ร่างกายเป็นกระท่อมซึ่งดวงวิญญาณอาศัยอยู่ภายใน คำกล่าวง่าย ๆ นี้ "ฉันเป็นดวงวิญญาณ" และ ร่างกายที่ฉันอาศัยอยู่ภายในนี้เป็นที่อยู่ชั่วคราวของฉัน" เป็นคำอธิบายที่ชัดเจนถึงความแตกต่างของสองสิ่ง

อะไรคือดวงวิญญาณและอะไรคือจิตใจ ?
WHAT IS SOUL AND WHAT IS MIND?





หากร่างกายเปรียบเสมือนดั่งเช่นรถยนต์ ดวงวิญญาณก็คือคนขับรถที่คอยบังคับรถยนต์ให้วิ่งไป ร่างกายนั้นไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง แต่หากเป็นดวงวิญญาณที่บังคับใช้มัน ดวงวิญญาณอาศัยอยู่กึ่งหลางระหว่างคิ้ว สามารถจะคิดและตัดสินใจ กายเนื้อและกระดูกผสมผสานกับดวงวิญญาณแสร้างชีวิตให้มวลมนุษย์

ดวงวิญญาณแสดงการกระทำโดยผ่านร่างกาย
คำว่า "ฉัน" และ "ของฉัน" เป็นการแสดงออกทางคำพูดเป็นคำพูดของพลังที่มีอารมณ์และความคิดที่เรียกว่า ดวงวิญญาณ และ เป็นการแสดงการกระทำของดวงวิญญาณโดยผ่านร่างกายที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิด เช่นเดียวกับคนที่พูดและฟังโดยใช้โทรศัพท์เป็นเครื่องมือ คนเป็นสิ่งที่แยกจากโทรศัพท์  เช่นกัน ... ดวงวิญญาณก็เป็นสิ่งซึ่งแยกจากร่างกาย ความสัมพันธ์ระหว่างดวงวิญญาณและร่างกายสามารถอธิบายได้โดยใช้ตัวอย่างของคนขับรถยนต์และรถยนต์

เหมือนคนขับรถยนต์ที่ขับรถยนต์ไป ดวงวิญญาณอาศัยอยู่ในร่างกายและก็พาร่างกายไป รถยนต์นั้นอาจจะดีมาก แต่ถ้าคนถือพวงมาลัยไม่รู้จักการบังคับให้ถูกต้องเหมาะสม เขาก็จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่รู้ระบบการทำงานที่ถูกต้องของดวงวิญญาณและร่างกาย... เราก็จะทำให้เกิดอุบัติเหตุในชีวิตได้ ซึ่งจะมีผลตามมาเป็นการทนทุกข์ทรมานเช่นกัน ในความเป็นจริง เป็นดวงวิญญาณนั่นเองที่แสดงการกระทำทั้งหมดผ่านร่างกาย ร่างกายและอวัยวะเป็นเพียงเครื่องมือที่จะทำตามคำสั่งของดวงวิญญาณ

เพื่อที่จะอธิบายให้เข้าใจมากขึ้น เช่น ปากไม่พูดด้วยตัวของมันเอง... แต่เป็นดวงวิญญาณที่พูดโดยผ่านปาก ซึ่งเป็นอวัยวะของร่างกาย ด้วยเหตุนี้ ดวงวิญญาณจึงเห็น ได้ยิน รู้สึก และ กระทำการโดยผ่านร่างกาย กระบวนการเหล่านี้แสดงโดยผ่านเครื่องมือของประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของการเห็น เสียง คำพูด กลิ่น และการสัมผัส ประสาทเหล่านี้ทำงานโดยผ่านอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับมันในร่างกาย โดยได้รับสารซึ่งส่งผ่านมาทางสมอง ดวงวิญญาณจะพิจารณา ตัดสิน วางแผน คิดและจดจำ ด้วยการใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ

ดวงวิญญาณได้รับประสบการณ์โดยผ่านร่างกาย
ร่างกายนี้ทำด้วยธาตุทั้ง 5 ที่รู้จักกันดี คือ ดิน น้ำ ไฟ ลมและอากาศ ธาตุที่เด่นชัดเหล่านี้ มีธาตุทุก ๆ ธาตุที่รู้จักกันทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นส่วนประกอบ ร่างกายเป็นระบบกลไกของสรีระวิทยา ซึ่งหมายความว่า ดวงวิญญาณไม่เพียงแต่กระทำการเท่านั้น แต่ก็ยังได้รับประสบการณ์ซึ่งเป็นผลของการกระทำ ในรูปของความพอใจและความเจ็บปวดด้วย

สสารเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถคิดและรู้สึกได้ ความจริงเป็นดวงวิญญาณนั่นเอง ซึ่งมีประสบการณ์โดยผ่านร่างกาย ซึ่งสามารถอธิบายได้ ดังตัวอย่างเช่น สมมุติว่า คนหิวกำลังรับประทานของหวานที่อร่อยมาก แต่ขณะที่อาหารอยู่ในปาก ทันใดนั้น ... เขาได้รับข่าวที่เศร้ามาก ความหิวและรสชาติที่เขากำลังได้ลิ้มรสอย่างอร่อยอยู่นั้นได้หายไปในทันที นี่แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่ลิ้นที่สัมผัสความเอร็ดอร่อย แต่เป็นดวงวิญญาณนั่นเอง ซึ่งรับรสโดยผ่านลิ้นซึ่งเป็นอวัยวะทางร่างกาย

มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องระลึกว่า ดวงวิญญาณนั้นไม่มีภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบที่จะตามมาจากการกระทำใด ๆ นี่เป็นเหตุผลที่ช่วยสนับสนุนว่า "มหาตมะ" (ดวงวิญญาณที่สูงส่ง) "บุญญาตมะ" (ดวงวิญญาณที่สูงศักดิ์) และ "บาปตมะ" (ดวงวิญญาณที่เต็มไปด้วยบาป) นั้นใช้สำหรับดวงวิญญาณ ไม่ได้ใช้สำหรับร่างกาย ความพิการใด ๆ ทางร่างกายของเด็กเกิดใหม่ ได้พิสูจน์ความจริงว่า ดวงวิญญาณไม่ได้มีภูมิคุ้มกันต่อการกระทำ เพราะว่า ดวงวิญญาณจะได้รับร่างใหม่ตามกรรมที่ทำมาในชาติก่อน (ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ ของการกลับมาเกิดของดวงวิญญาณจะมีการอธิบายในตอนท้าย)

มนุษย์ประกอบด้วยดวงวิญญาณและร่างกาย ไม่ใช่มีพียงร่างกายเท่านั้น ความเป็นมนุษย์ถูกเรียกว่า "ชีวาตมา"(Jeevatma) ร่างกายคงอยู่อย่างมีชีวิตตราบเท่าที่ดวงวิญญาณยังคงอาศัยอยู่ เป็นที่น่าสนใจที่จะต้องสังเกตว่า การเข้ามาอยู่ของดวงวิญญาณจะหล่อเลี้ยงการทำงานของร่างกายที่มีกระบวนการมากมายโดยอัตโนมัติ ดังนั้น กระบวนการหายใจจึงเกิดอย่างต่อเนื่อง แม้ขณะที่มนุษย์อยู่ในการนอนหลับที่ลึก

 เมื่อดวงวิญญาณออกจากร่างไป เหตุการณ์นั้นเรียกว่า "ตาย" แล้วก็มีการพูดว่า "แสงได้จากไป" หรือ "ดวงวิญญาณได้เดินทางไปแล้ว" หลังจากการตาย การแยกสลายในร่างกายก็เริ่มขึ้นและก็เริ่มส่งกลิ่นเหม็น ร่างกายนั้นถูกนำไปใช้ในหนทางที่แตกต่างกันโดยบุคคลที่แตกต่างกัน ร่างกายจะมีค่า และมีความสำคัญตราบเท่าที่ดวงวิญญาณยังอาศัยอยู่ เหมือนกับเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็จะเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ถ้าปราศจากกระแสไฟฟ้า ร่างกายนั้นหมดประโยชน์ไปโดยสิ้นเชิง ถ้าปราศจากดวงวิญญาณ ด้วยเหตุนี้....ดวงวิญญาณและร่างกายทั้งสองนั้น มีความจำเป็นต่อกันและกัน




ในสนามแห่งการกระทำ ซึ่งเรียกว่า "โลก" ร่างกายนั้นถูกพิจารณาว่าต่ำกว่าดวงวิญญาณในแง่ของคุณค่า ร่างกายนั้นเสื่อมสลายได้ ขณะที่ดวงวิญญาณนั้นเป็นอมตะ ร่างกายนั้นสร้างจากเซลล์ที่เสื่อมสลายได้ ดวงวิญญาณซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตอันเป็นอมตะ ไม่สามารถทั้งสร้างและทำลายได้ ดวงวิญญาณอยู่อย่างเป็นจริงอย่างต่อเนื่องและอย่างสมบูรณ์

ความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงนั้นคือ ดวงวิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่ถูกกระทบด้วยกาลเวลา วงจรชีวิตของเขาก็เป็นความจริงด้วย ไม่ใช่สิ่งลวงตา ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงเป็นทั้งสองสิ่งในเวลาเดียวกัน คือ ถูกจำกัดด้วยเวลาและเป็นอมตะ...เสื่อมสลายและเป็นนิรันดร

ดวงวิญญาณมีอยู่จริงหรือ ?
ผู้ช่างสังเกต อาจมีคำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของดวงวิญญาณ และคิดว่า ชีวิตเป็นคุณสมบัติของการรวมตัวของสสารที่เป็นเคมี มนุษย์เกิด เติบโต แล้วก็ตายนั้นเป็นสิ่งลี้ลับ ซึ่งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับสมองและจิต ได้ประสบความสำเร็จในการพิสูจน์ว่า ชีวิตคือการดำเนินสืบต่อกันไปของการคงอยู่และการตาย 

มีการอธิบายการไม่กลับมาเกิด และยอมรับอย่างผิด ๆ ซึ่งการตาย ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดหักเห ความจริงที่พิสูจน์ว่าดวงวิญญาณคงอยู่ ได้มีการค้นคว้าเมื่อไม่นานมานี้ โดยศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับประสาทรับความรู้สึกพิเศษ (ญาณ) (อภิจิตวิทยา) นักอภิจิตวิทยาได้ยืนยันการคงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีสภาวะการคงอยู่ที่สมบูรณ์และไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใด ๆ ซึ่งเรียกว่า ดวงวิญญาณว่ามีจริง ซึ่งมีความแตกต่างจากร่างกายมนุษย์และสมอง (และนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "อาตมา" (ATMA) ดวงวิญญาณ หรือ ROOH ในภาษาทางศาสนา)




บทสรุปของนักอภิจิตวิทยาเกี่ยวกับดวงวิญญาณ หรือ การคงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีสภาวะการคงอยู่ที่สมบูรณ์และไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใด ๆ นี้ ได้สรุปหลังจากทำการศึกษาค้นคว้า กรณีที่เกิดขึ้นจริงของเด็ก ๆ จำนวนหนึ่ง ผู้ซึ่งเล่าเรื่องของเหตุการณ์ชีวิตในชาติก่อนของพวกเขาอย่างถูกต้อง ถ้าปราศจากการยอมรับ การคงอยู่ของดวงวิญญาณ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะอธิบายเรื่องประสาทการับรู้พิเศษ หรือให้รายละเอียดความแตกต่างระหว่างสภาวะทางร่างกายและสภาวะทางจิตใจของมนุษย์สองคนที่แตกต่างกัน นับตั้งแต่เกิดได้อย่างน่าพึงพอใจ



จาก หนังสือ "ราชโยคะ ศาสตร์เพื่อการรู้แจ้ง"
BK. เรืออากาศเอกทรงยศ เปี่ยมใจ